สร้างสุขที่ปลายทาง

สุขปลายทาง
หมายเหตุ ท่านสามารถกดที่ภาพด้านบนเพื่อเข้ารับการลงทะเบียนเข้างาน
กดที่นี่เพื่อ ดู(ร่าง)กำหนดการจัดงาน

    นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ผู้เขียน...ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม เครือข่ายทางสุขภาพ การเตรียมจัดงาน
 
    "สร้างสุขที่ปลายทาง" ชื่อเดิมคือ "1 ทศวรรษสิทธิการตายตามธรรมชาติ"... ซึ่งคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เห็นชอบให้จัด โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2559 งานนี้เป็นการต่อยอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริการรองรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย การวิจัยและการจัดการความรู้และการสื่อสารสร้างความเข้าใจในสังคม รวมไปถึงการทำ Living Will ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการแสดงความคิดเห็นมากมาย ผ่านตัวแทนกลุ่มเครือข่ายต่างๆ และสรุปบทเรียนบางส่วนเพื่อพัฒนากิจกรรมต่อไป
 
    ผู้เขียนในฐานะที่เป็นแพทย์และเป็นคริสเตียนชน...ร่ำเรียนและเข้าใจพื้นฐานวิชาวิทยาศาสตร์และการแพทย์มาตลอดชีวิต และอยู่ภายใต้การครอบครองชีวิตและจิตวิญญาณโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ผู้สร้างฟ้าสวรรค์แผ่นดินโลกและจักรวาล ใคร่ขอใช้วาระนี้ในการเสนอมุมมองส่วนบุคคลตามความรู้ความเข้าใจฝ่ายจิตวิญญาณใน เรื่อง "วาระสุดท้ายของชีวิต" ดังนี้
 
   ประสบการณ์ในฐานะ "คริสเตียนชน"....ในโบสถ์ทุกๆ วันอาทิตย์โดยทั่วไป...หลังจากนมัสการพระเจ้าด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง...ศิษยาภิบาลหรือผู้นำ ก็จะนำการอธิษฐาน ให้กับสมาชิกหรือคนในครอบครัว ที่ป่วยไข้ เป็นโรคร้ายแรง เช่นมะเร็ง...เป็นโรคหัวใจ...แม้แต่เป็นโรคพื้นๆ เช่นไข้หวัด ไซนัส ไม่ว่าโรคใหญ่...โรคเล็ก เป็นโรคที่แพทย์วิทยาศาสตร์อย่างผู้เขียนพอรู้ได้ว่า...รักษาได้...รักษาได้ไม่ดี...หรืออาจจะรักษาไม่ได้เลย...และบางคนก็ใกล้จะอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต...พวกเราก็วางมือลงอธิษฐาน สัมผัส ขอพระเจ้าทรงเมตตา เยียวยา รักษาให้เขาหายป่วย ให้มีชีวิตจิตวิญญาณที่บริบูรณ์ ไม่แตกสลาย หนุนจิตชูใจพี่น้องให้มีความชื่นชมยินดีในฝีพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในชีวิตของพวกเรา ให้สรรพสิ่งทั้งหลายเคลื่อนไปตามพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า ถ่อมใจลงต่อหน้าพระพักต์ของพระองค์ โดยคริสเตียนชนทราบว่า พระเจ้าเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ แม้คนตาบอดกลับมองเห็น แม้คนเป็นใบ้กลับพูดได้ ในโบสถ์จึงมีผู้ป่วยซึ่งต้องการรับการเยียวยาทางจิตวิญญาณอยู่มากมายทั้งผู้เชื่อและผู้ที่ยังไม่เคยรู้จักพระเจ้า โดยพระเจ้าตรัสว่า ..."บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเราและเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก" (มัทธิว 11:28)... อีกทั้งยังมีกลุ่มอาสาสมัคร เดินเยี่ยมผู้ป่วยตามโรงพยาบาลทั้งที่เป็นพี่น้องในโบสถ์ และผู้ป่วยทั่วไปที่ต้องการการเยียวยาฝ่ายจิตวิญญาณ บางรายก็ใกล้วาระสุดท้ายไม่มีกำลังที่จะเดินทางมาสามัคคีธรรมในโบสถ์ได้ พวกเราก็ไปช่วยกันอธิษฐาน วางมือสัมผัสหนุนจิตชูใจพวกเขา ให้มีความชื่นชมยินดี ให้มีความเปรมปรีดาในฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าในชีวิตพวกเรา มีความหวังในชีวิตนิรันดร์ ที่พระองค์ได้จัดเตรียมให้ ความทนทุกข์ทรมานในโลกที่ผ่านมา และการทนทุกข์ช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้เป็นเรื่องชั่วคราว ที่พระเจ้า "อนุญาต" ให้พวกเรามีประสบการณ์ ร่วมกันกับพระองค์ (suffering is a part of our life) "ยิ่งกว่านั้นเราก็ชื่นชมยินดี ในความทุกข์ยากด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน" (โรม 5:3)
 
    เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนในชีวิตประจำวันในฐานะคริสเตียนชน ในการหนุนจิตชูใจผู้ป่วย และผู้ที่ใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต ประสบการณ์ในฐานะ "แพทย์"... การรักษาผู้ป่วยเป็นทั้ง "ศาสตร์และศิลป์" คำว่าศาสตร์นั้นหมายถึง "วิทยาศาสตร์" คือ ถูกต้องแม่นยำ..พิสูจน์ได้...มีสถิติรองรับ...มีความน่าจะเป็น "Probability" ที่ "พอจะคาดการณ์ได้" รองรับ มีวิธีการรักษาที่ได้รับการ "ยอมรับ" ในยุคนั้นๆ หรือในยุคปัจจุบัน เป็นขั้นตอนแนวทางการรักษา...เป็น "กรอบ" ให้เดินตาม...กว้างบ้าง...แคบบ้าง..ต่างๆ กันไปตามบริบท ภาวะวิสัยและพฤติการณ์ที่เป็นอยู่ (Under such Circumstance and Condition)....ใครเดิน "นอกกรอบ" ไปมากก็หมิ่นเหม่ที่อาจจะผิด "มาตรฐาน" ....โดยลักษณะความเป็นวิทยาศาสตร์นี้ .... จึง "แข็ง" "ไม่ค่อยยืดหยุ่น"....(Rigid) ส่วนคำว่าศิลป์ นั้นอาจจะหมายถึง Soft science....Social Interaction การปฏิสัมพันธ์กันแบบ "มนุษย์ปุถุชน"... ตัดสินใจการตาม "สามัญสำนึก"....เคารพกันในความเชื่อ...และคงรวมหมายถึงการให้ความสำคัญทาง "จิตวิญญาณ"....ซึ่งเป็น "อัครชั้น"...สูงสุดกว่า วิชาการใดๆ ในโลกนี้... แพทย์ส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์ สามารถเลือกใช้ "ศาสตร์และศิลป์"...ดังกล่าวนี้เยียวยาผู้ป่วยให้หายจากโรค ให้หายจากความทุกข์ทรมานได้อย่างเต็มกำลัง บางครั้งศาสตร์นำ...บางครั้งศิลป์นำ...ไม่สามารถเขียนเป็นตำรา 1....2..3..4..ได้ กระบวนการทำความเข้าใจระหว่าง แพทย์...ผู้ป่วย...ญาติ..มีความสำคัญในการเลือกใช้ "ศาสตร์และศิลป์" ได้อย่างเหมาะสม....ยิ่งในผู้ป่วยโรคยาก...วิกฤต...ศาสตร์อาจจะนำ....ในผู้ป่วยวาระสุดท้าย...ศิลป์อาจจะนำ...ความยากอยู่ตรง... "รอยต่อ" ของสองเหตุการณ์...."ถึงเวลาหรือยัง".. อันนี้ต้องผ่านการพูดคุยและให้ความเคารพกันระหว่างผู้ป่วย ญาติและผู้ให้การบริบาล....
 
   ผู้เขียนเห็น "สัญญาณ" อันดีจากฝั่งผู้ผลักดัน การดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายของชีวิต.... เห็นได้จากการเปลี่ยนชื่องาน ....จาก "สิทธิ"...ซึ่งเป็นความหมายทางกฎหมาย....ต้องปฏิบัติ...ห้ามปฏิบัติ...มาเป็น ชื่อใหม่ "สร้างสุข"...ซึ่งเป็น "ศิลป์" และจิตวิญญาณมากกว่า.... ความผิดพลาดในการบริหารจัดการเรื่อง "วาระ สุดท้ายของชีวิต"...ในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่ง "ไม่เคลื่อนไปเท่าที่ควร" เกิดจากการออกตัว เปิดตัวไปที่ "นักกฎหมายนำ"....การเน้นรณรงค์เรื่อง "สิทธิ"...มีการออก Check List "Do & Don't" ทำให้การสื่อความหมายดีๆ ทางจิตวิญญาณผิดพลาดไป ....สิทธิหนึ่ง....จึงไปกระทบอีกสิทธิหนึ่ง....งานจึงสะดุด...เมื่อเอากฎหมายนำ... ซึ่งเป็นของแข็ง....ฝ่ายที่ถูกกระทบสิทธิจึงใช้ "ศาสตร์นำ" ซึ่งเป็น "ของแข็งกระทบของแข็ง"..... หน่วยงานที่ผลักดันในฐานะองค์กรรัฐ ได้มีผลงานตามมาตรวัดแบบ "ทางโลก" ออกระเบียบออกมาตรการทางกฎหมาย
 
   แต่ในทางจิตวิญญาณ....สำหรับดวงวิญญาณหนึ่งๆ ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน นั้นไม่ได้อะไร....อาจจะ "บอบช้ำมากยิ่งขึ้น".... ผู้เขียนในฐานะแพทย์และคริสเตียนชน...อยากเห็นทศวรรษถัดไปของการขับ เคลื่อน การดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้าย เป็น ไปในทาง "จิตวิญญาณและศิลป์"....เก็บนักกฎหมาย...และการเน้นเรื่อง "สิทธิ" เอาไว้หลังบ้าน....และเน้นการใช้เครือข่ายกลุ่มที่ "ที่ไม่กลัวการเปลี่ยนผ่าน"....เข้ามาหนุนจิตชูใจ... อย่าขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปสู่สาธารณชนด้วยกลิ่นอายของความ ..."กลัว"..(Fear)....ถ้าผู้จัดผู้ผลักดัน "ยังกลัว"....หรือมีบาดแผลในเรื่องนี้....ดวงวิญญาณที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน ยิ่งจะกลัวกันไปใหญ่..."ยิ่งบอบช้ำซ้ำเติม"... สัญญาณที่ควรส่งไปสู่สาธารณะควรเป็นไปแค่ระดับ "ให้ระลึกรู้".... (Awareness)...เตรียมตัวการเปลี่ยนผ่านด้วย "ความชื่นชมยินดี".... ให้เหมือนการเตือนสติ การ เตรียมการช่วงเปลี่ยนผ่าน เหมือนการจัดกระเป๋า เดินทางไปเที่ยว....มีความชื่นชมยินดีและสันติสุขอยู่ที่เบื้องหน้า คำแนะนำในการจัดกระเป๋า "แว่นกันแดด ร่ม รองเท้าผ้าใบ...อย่าลืมเอาไปนะ".... อย่าให้การสื่อสารสาธารณะเป็นไปเหมือน....เก็บกระเป๋าหนีน้ำท่วมใหญ่.... บ้านเก่าก็กำลังจะพัง...ที่อยู่ใหม่ก็ยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน....ให้ทำนั่นนี่...ห้ามทำนั่นนี่....(ให้ใส่ท่อ...ให้ถอดท่อ)...เหมือนห่วงสมบัติพะวักพะวน...กระเป๋าเดินทางใบมันใหญ่เกินไป...แบกไม่ไหว...เดือดร้อนคนอื่นอีก...การกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ผลักดันในเชิงกฎหมายกฎระเบียบผสมกับ "ความกลัว" ในลักษณะเช่นนี้ ....อาจยิ่งซ้ำเติมความบอบช้ำทางจิตวิญญาณในวาระเปลี่ยนผ่านให้บอบช้ำกว่าเดิม....
 
   ไม่ว่าจะมี ม.12 หรือไม่มี ม.12 เรื่อง "สิทธิการตาย" ผู้เขียนมีความเชื่อโดยสนิทใจว่าผู้ให้การบริบาลและผู้ประกอบโรคศิลปะที่มีประสบการณ์ สามารถนำพาผู้ป่วยในช่วงเปลี่ยนผ่านให้เป็นไปโดยสันติสุขโดยใช้ศาสตร์และศิลป์ที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ อีกทั้ง "กลุ่มเครือข่าย" เช่นการอธิษฐานวางมือสัมผัสหนุนจิตชูใจที่ข้างเตียงผู้ป่วยนั้น จะช่วยประคับประคองการเดินทางทางจิตวิญญาณให้เป็นไปโดยสันติสุข ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ผู้สร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและจักรวาล....ขอสันติสุขจากองค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดจงมีแด่ทุกๆ จิตวิญญาณในวาระเปลี่ยนผ่านด้วย ขอร้องทูลในนามพระเยซูคริสต์...อาเมน...
 

สำนักสื่อสารทางสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) 02-832-9143